เวลานี้ในสังคมไทยกำลังวุ่นวายไปหมดกับเรื่องราวทางศาสนา ซึ่งต้นเหตุของปัญหาไม่ได้มาจากพระ แต่เกิดขึ้นจากโยม ที่พยายามจะทำอะไรสักอย่างโดยมีเป้าหมายอันซ่อนเร้นอยู่ในการเคลื่อนไหว แน่นอนว่าพระพากันเดือดร้อนกันไปตามๆ กัน แต่โยมทั้งหลายที่อ้างว่าเป็นชาวพุทธ อ้างว่าทำเพื่อพระพุทธศาสนา ไม่เคยเกรงกลัวบาปกรรมที่จะเกิดขึ้น ราวกับว่าไม่เคยเรื่องเรื่องบาปบุญมาก่อน แปลกดีนะครับ
โดยปกติการบริหารงานในศาสนจักรทั้งหลาย เขาย่อมปล่อยให้เป็นหน้าที่ของศาสนจักร รัฐมิได้ยุ่งเกี่ยว แต่บัดนี้เหมือนมีการแทรกแซงเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการควบคุมคณะสงฆ์ โดยชงประเด็นของวัดพระธรรมกายขึ้นมา ฟ้อง มส. ฟ้องสมเด็จช่วงที่ได้มติจากสงฆ์ให้เป็นสมเด็จพระสังฆราช สรุปว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?
ลองพิจารณาความจริงกันนะครับ ประการแรก พระสังฆราชองก่อนสวรรคตนานแล้ว แต่ก็ยังคงยื้อเอาไว้ไม่ให้มีการพระราชทานเพลิงศพ เพื่อยื้อการแต่งตั้งสังฆราช รถโบราณมันก็มีมานานแล้ว ทำไมไม่พระราชทานเพลิงศพไปเลย แล้วพอจะตั้งสังฆราชแล้วก็ค่อยโจมตีเรื่องรถในพิพิธพันธ์วัดปากน้ำ ถ้าคิดว่าท่านผิดจริงก็ไม่เห็นต้องรอเวลา #จริงไหมครับ
คำถามก็คือ #เขารออะไรกัน? คำตอบก็คือ #รอให้วัดพระธรรกายเดินธุดงค์ ซึ่งทางวัดเรียกว่าธรรมยาตรา ถ้าเราย้อนกลับไปดูสื่อปีก่อนๆ ช่วงที่วัดพระธรรมกายเดินธุดงค์นี่นับเป็นซีซั่นการโจมตีวัดพระธรรมกายกันเลยทีเดียว เปิดประเด็นเรื่องกิจกรรมจริง แต่หลังจากนั้นจะเป็นเรื่องอื่นซึ่งดูแล้วเหมือนมีวัตถุประสงค์ที่จะล้มวัดให้ได้ แต่ก็ยังทำไม่สำเร็จ แต่รูปแบบยังคงเหมือนเดิมครับคือ #ตีเหล็กเมื่อยังร้อน
จังหวะมันตรงกันเกินไปไหมครับ #รัฐบาลกำลังหมดวาระ #กำลังร่างรัฐธรรมนูญ
ลองคิดเล่นๆ นะครับว่าถ้ามีการโจมตีเรื่องสังฆราชเมื่อปีสองปีก่อนจะเกิดอะไร ประการแรกถือว่ารัฐบาลทำงานไม่ดีครับ (ช่วงนี้มีโพลว่ารัฐาบาลทำงานดีออกมาเยอะเลย ฮ่าๆ) เมื่อทำงานไม่ดีก็ไม่ควรอยู่ในวาระต่อไป แล้วประชาชนก็จะต่อต้านอย่างหนักที่ไปว่าร้ายสมเด็จวัดปากน้ำ จบกันภาพลักษณ์รัฐบาล ช่วงหลังๆ เหมือนมีอะไรที่ลงตัวมากเลยนะครับ ก่อนที่จะมีความวุ่นวายเรื่องนี้ นายกก็มาประกาศว่าจะไม่ให้สัมภาษย์ยาวๆ เพื่อรักษาภาพพจน์ของนายก ราวกับว่าจะมีอะไรสักอย่าง เอาเป็นว่า พอมีเรื่องในช่วงนี้ทำให้เหมือนรัฐบาลมีเหตุผลที่จะให้ #ดำรงตำแหน่งรัฐบาลต่อ เพื่อสะสางความวุ่นวายที่เกิดขึ้น ซึ่งอีกทางหนึ่ง ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นนี้ก็ทำให้คนสนใจไปด่าพระมากกว่าที่จะมาตรวจสอบรัฐธรรมนูญที่รัฐบาลนี้กำลังร่างออกมาก ฉะนั้น ความวุ่นวายจึงต้องเกิดขึ้นในช่วงนี้ครับ บางคนถึงขนาดยื่นฟ้องตัวเอง เพื่อให้ มส. ยังคงความวุ่นวายไม่มีที่สิ้นสุด ตลกดีนะครับ (อันนี้คิดเล่นๆ นะครับ)
แต่แผนการเหล่านั้นจะไม่สำเร็จถ้าไม่มีความวุ่นวาย ความวุ่นวายจะไม่เกิดถ้าไม่มีแนวร่วม ซึ่งแนวร่วมที่สำคัญก็คือกลุ่มที่ด่าวัดพระธรรมกาย วิธีการก็ไม่ยาก เริ่มตีเหล็กให้ร้อนจากโครงการเดินธุดงค์ จากนั้นก็เชื่อมโยงไปทาง มส. ซึ่งแน่นอนครับว่า #ผู้รู้ วินิจฉัยแล้ว เมื่อความจริงไม่ผิด มันก็ไม่ผิด ก็ประกาศไปว่าไม่ผิด จากนั้นพวกต่อต้านก็เล่นงาน มส. เล่นงานว่าที่สังฆราช แล้วก็ลามปามไปถึงจะปฏิรูปสงฆ์ จริงๆ พระผู้ใหญ่บางรูปก็ออกมาพูดว่า #วัดพระธรรมกายเป็นตัวแสบ แต่ท่านก็ไม่ได้จ้วงจาบคำตัดสินของ มส. ด้วยเหตุผลที่ท่านไม่ชอบวัดพระธรรมกาย เมื่อคนไม่ผิด ท่านก็ยอมรับว่าไม่ผิด
"คุณกำลังเป็นเครื่องมือให้ใครอยู่หรือเปล่า?"
ในยุคมืด สงครามครูเสดกินเวลายาวนานหลายร้อยปี โดยมีเป้าหมายคือ #ดินแดนของพระเจ้า การไปรบเพื่อพระเจ้าจะทำให้ได้ขึ้นสวรรค์ มีชาวนาหลายคนถึงกับขายนาขายบ้านเอาไปซื้อเสื้อเกราะ อาวุธและเสบียง ติดตามกองทัพยุโรปไปเยลูซาเล็ม #ไปตายเพื่อพระเจ้า พวกเขาเชื่อว่าการทำเช่นนี้จะได้ไปสู่สรวงสวรรค์ โดยแท้จริงแล้วมีสมบัติและความมั่งคั่งอยู่เบื้องหลัง แต่คนเหล่านั้นก็ไปเข่นฆ่าผู้อื่นและจบชีวิตลงโดยมิอาจได้ล่วงรู้วัตถุประสงค์อันซ่อนเร้นนี้เลย
Concept ในการควบคุมคนในสงครามครูเสดก็ไม่ยากครับ แค่ยกเป้าหมายที่ชั่วร้ายอย่างหนึ่งขึ้นมา หรือให้พูดตรงๆ ก็คือยัดข้อหาอะไรบางอย่างให้เป้าหมาย จากนั้นก็ปลุกระดมว่าเมื่อกำจัดเป้าหมายที่ไม่ดีนั้นแล้วจะได้อะไรที่ประเสริฐเลิศเลอกลับมาบ้าง เมื่อคนหลงเชื่อ ก็กระโดดเข้าไปตายด้วยความเต็มใจ ในประเด็นของวัดพระธรรมกายและพระพุทธศาสนาในไทยก็เช่นเดียวกัน เหมือนมีใครต้องการควบคุมสังคมเพื่อทำอะไรบ้างอย่างแล้วสร้างสถานการณ์ขึ้นมา ชะตาไข่เลยตกใส่วัดพระธรรมกาย


