วันจันทร์ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2559

ธรรมกายจะครองโลก?



เวลานี้ในสังคมไทยกำลังวุ่นวายไปหมดกับเรื่องราวทางศาสนา ซึ่งต้นเหตุของปัญหาไม่ได้มาจากพระ แต่เกิดขึ้นจากโยม ที่พยายามจะทำอะไรสักอย่างโดยมีเป้าหมายอันซ่อนเร้นอยู่ในการเคลื่อนไหว แน่นอนว่าพระพากันเดือดร้อนกันไปตามๆ กัน แต่โยมทั้งหลายที่อ้างว่าเป็นชาวพุทธ อ้างว่าทำเพื่อพระพุทธศาสนา ไม่เคยเกรงกลัวบาปกรรมที่จะเกิดขึ้น ราวกับว่าไม่เคยเรื่องเรื่องบาปบุญมาก่อน แปลกดีนะครับ

โดยปกติการบริหารงานในศาสนจักรทั้งหลาย เขาย่อมปล่อยให้เป็นหน้าที่ของศาสนจักร รัฐมิได้ยุ่งเกี่ยว แต่บัดนี้เหมือนมีการแทรกแซงเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการควบคุมคณะสงฆ์ โดยชงประเด็นของวัดพระธรรมกายขึ้นมา ฟ้อง มส. ฟ้องสมเด็จช่วงที่ได้มติจากสงฆ์ให้เป็นสมเด็จพระสังฆราช สรุปว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?

ลองพิจารณาความจริงกันนะครับ ประการแรก พระสังฆราชองก่อนสวรรคตนานแล้ว แต่ก็ยังคงยื้อเอาไว้ไม่ให้มีการพระราชทานเพลิงศพ เพื่อยื้อการแต่งตั้งสังฆราช รถโบราณมันก็มีมานานแล้ว ทำไมไม่พระราชทานเพลิงศพไปเลย แล้วพอจะตั้งสังฆราชแล้วก็ค่อยโจมตีเรื่องรถในพิพิธพันธ์วัดปากน้ำ ถ้าคิดว่าท่านผิดจริงก็ไม่เห็นต้องรอเวลา #จริงไหมครับ

คำถามก็คือ #เขารออะไรกัน? คำตอบก็คือ #รอให้วัดพระธรรกายเดินธุดงค์ ซึ่งทางวัดเรียกว่าธรรมยาตรา ถ้าเราย้อนกลับไปดูสื่อปีก่อนๆ ช่วงที่วัดพระธรรมกายเดินธุดงค์นี่นับเป็นซีซั่นการโจมตีวัดพระธรรมกายกันเลยทีเดียว เปิดประเด็นเรื่องกิจกรรมจริง แต่หลังจากนั้นจะเป็นเรื่องอื่นซึ่งดูแล้วเหมือนมีวัตถุประสงค์ที่จะล้มวัดให้ได้ แต่ก็ยังทำไม่สำเร็จ แต่รูปแบบยังคงเหมือนเดิมครับคือ #ตีเหล็กเมื่อยังร้อน

จังหวะมันตรงกันเกินไปไหมครับ #รัฐบาลกำลังหมดวาระ #กำลังร่างรัฐธรรมนูญ

ลองคิดเล่นๆ นะครับว่าถ้ามีการโจมตีเรื่องสังฆราชเมื่อปีสองปีก่อนจะเกิดอะไร ประการแรกถือว่ารัฐบาลทำงานไม่ดีครับ (ช่วงนี้มีโพลว่ารัฐาบาลทำงานดีออกมาเยอะเลย ฮ่าๆ) เมื่อทำงานไม่ดีก็ไม่ควรอยู่ในวาระต่อไป แล้วประชาชนก็จะต่อต้านอย่างหนักที่ไปว่าร้ายสมเด็จวัดปากน้ำ จบกันภาพลักษณ์รัฐบาล ช่วงหลังๆ เหมือนมีอะไรที่ลงตัวมากเลยนะครับ ก่อนที่จะมีความวุ่นวายเรื่องนี้ นายกก็มาประกาศว่าจะไม่ให้สัมภาษย์ยาวๆ เพื่อรักษาภาพพจน์ของนายก ราวกับว่าจะมีอะไรสักอย่าง เอาเป็นว่า พอมีเรื่องในช่วงนี้ทำให้เหมือนรัฐบาลมีเหตุผลที่จะให้ #ดำรงตำแหน่งรัฐบาลต่อ เพื่อสะสางความวุ่นวายที่เกิดขึ้น ซึ่งอีกทางหนึ่ง ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นนี้ก็ทำให้คนสนใจไปด่าพระมากกว่าที่จะมาตรวจสอบรัฐธรรมนูญที่รัฐบาลนี้กำลังร่างออกมาก ฉะนั้น ความวุ่นวายจึงต้องเกิดขึ้นในช่วงนี้ครับ บางคนถึงขนาดยื่นฟ้องตัวเอง เพื่อให้ มส. ยังคงความวุ่นวายไม่มีที่สิ้นสุด ตลกดีนะครับ (อันนี้คิดเล่นๆ นะครับ)

แต่แผนการเหล่านั้นจะไม่สำเร็จถ้าไม่มีความวุ่นวาย ความวุ่นวายจะไม่เกิดถ้าไม่มีแนวร่วม ซึ่งแนวร่วมที่สำคัญก็คือกลุ่มที่ด่าวัดพระธรรมกาย วิธีการก็ไม่ยาก เริ่มตีเหล็กให้ร้อนจากโครงการเดินธุดงค์ จากนั้นก็เชื่อมโยงไปทาง มส. ซึ่งแน่นอนครับว่า #ผู้รู้ วินิจฉัยแล้ว เมื่อความจริงไม่ผิด มันก็ไม่ผิด ก็ประกาศไปว่าไม่ผิด จากนั้นพวกต่อต้านก็เล่นงาน มส. เล่นงานว่าที่สังฆราช แล้วก็ลามปามไปถึงจะปฏิรูปสงฆ์ จริงๆ พระผู้ใหญ่บางรูปก็ออกมาพูดว่า #วัดพระธรรมกายเป็นตัวแสบ แต่ท่านก็ไม่ได้จ้วงจาบคำตัดสินของ มส. ด้วยเหตุผลที่ท่านไม่ชอบวัดพระธรรมกาย เมื่อคนไม่ผิด ท่านก็ยอมรับว่าไม่ผิด

"คุณกำลังเป็นเครื่องมือให้ใครอยู่หรือเปล่า?"


ในยุคมืด สงครามครูเสดกินเวลายาวนานหลายร้อยปี โดยมีเป้าหมายคือ #ดินแดนของพระเจ้า การไปรบเพื่อพระเจ้าจะทำให้ได้ขึ้นสวรรค์ มีชาวนาหลายคนถึงกับขายนาขายบ้านเอาไปซื้อเสื้อเกราะ อาวุธและเสบียง ติดตามกองทัพยุโรปไปเยลูซาเล็ม #ไปตายเพื่อพระเจ้า พวกเขาเชื่อว่าการทำเช่นนี้จะได้ไปสู่สรวงสวรรค์ โดยแท้จริงแล้วมีสมบัติและความมั่งคั่งอยู่เบื้องหลัง แต่คนเหล่านั้นก็ไปเข่นฆ่าผู้อื่นและจบชีวิตลงโดยมิอาจได้ล่วงรู้วัตถุประสงค์อันซ่อนเร้นนี้เลย

Concept ในการควบคุมคนในสงครามครูเสดก็ไม่ยากครับ แค่ยกเป้าหมายที่ชั่วร้ายอย่างหนึ่งขึ้นมา หรือให้พูดตรงๆ ก็คือยัดข้อหาอะไรบางอย่างให้เป้าหมาย จากนั้นก็ปลุกระดมว่าเมื่อกำจัดเป้าหมายที่ไม่ดีนั้นแล้วจะได้อะไรที่ประเสริฐเลิศเลอกลับมาบ้าง เมื่อคนหลงเชื่อ ก็กระโดดเข้าไปตายด้วยความเต็มใจ ในประเด็นของวัดพระธรรมกายและพระพุทธศาสนาในไทยก็เช่นเดียวกัน เหมือนมีใครต้องการควบคุมสังคมเพื่อทำอะไรบ้างอย่างแล้วสร้างสถานการณ์ขึ้นมา ชะตาไข่เลยตกใส่วัดพระธรรมกาย

วันศุกร์ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2559

ปัญหาโลกแตก! อาหารหรูวัดพระธรรมกาย


ก่อนอื่นต้องขอบอกไว้ก่อนนะครับ ว่ารูปนี้ก้อปมาจากเน็ต แหม่ดูอลังการ แต่วัดพระธรรมกายไม่เคยมีแบบนี้หรอกครับ ส่วนบทความนี้ว่ากันตามหัวข้อ เป็นควันหลงจากบาทความเดิมจากระทู้ดัง #อยากรู้ไหม เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ฉันอะไร

ประเด็นมีอยู่ว่ามีบางส่วนมองว่าวัดพระธรรมกายฉันหรูไป ฟุ่มเฟือย อะไรทำนองนี้ ประการแรกคือวัดพระธรรมกายบิณฑบาตทุกรูปไม่ได้ ข้อนี้ทุกคนเข้าใจดี จึงต้องมีโรงครัว แต่ก็มีคนไม่เข้าใจว่าทำไมอาหารมันต้องดีนัก? เอาเงินชาวบ้านมาเสพสุขรึไง? สนองกิเลสรึไง?

ผมขอย้อนถามครับว่า #เงินที่เอามาใช้จ่ายเป็นค่าอาหารนั้นเป็นเงินของใคร? แน่นอนครับเป็นเงินของผู้มีจิตศรัทธา แต่ถามว่าจากนั้นวัดจะจัดเมนูอะไรก็ได้ใช่ไหมครับ? คำตอบก็คือ...ไม่เชิง ลองนึกถึงสโมสรฟุตบอลนะครับ ผมถามว่าบอร์ดผู้ถือหุ้นกับผู้จัดการทีม ใครใหญ่กว่ากัน แน่นอนว่าบอร์ดครับ ถึงแม้ผู้จัดการทีมสามารถบริหารทีมได้ทุกอย่าง แต่ถ้าทำผิดนโยบายของบอร์ด ผู้จัดการก็โดนไล่ออกได้ครับ เพราะผู้ถือหุ้นคือเลือดเนื้อของสโมสร ถ้าไม่มีเงินทุน การทำงานก็ลำบาก ตัวอย่างอาจจะไปไกลสักหน่อย แต่ก็อยากพอให้เห็นภาพกว้างๆ ครับ

ในวัดก็เช่นเดียวกัน ผู้ที่ทำบุญภัตตาหารมาก็มีบางส่วนทำแบบประปราย บางคนก็ทำเป็นก้อนใหญ่ๆ ประมาณว่าทำทีเดียวจบ ปีนี้ไม่ทำแล้ว หรือทำทีเดียวจบสิบปีนี้ไม่ทำแล้ว แบบนี้เป็นต้น แล้วเวลาเมนูออกมามันเป็นแบบสมถะตามที่คนที่ไม่ได้ร่วมบุญทั้งหลายต้องการกันนักหนาออกมา สิ่งที่เกิดขึ้นคืออะไรครับ? คนที่ทำบุญก็โวยวายสิครับ #พวกเขาบริจาคเงินทำบุญมาเพื่อให้พระได้ฉันดีๆ เมนูแบบนี้ไม่เอา คำถามคือ #วัดควรจัดเมนูตามผู้บริจาคหรือจัดเมนูตามผู้วิภาคย์วิจารย์?

คำตอบก็คือต้องจัดเมนูตามผู้บริจาคใช่ไหมครับ สิ่งที่ต้องทำความเข้าใมีอยู่ว่าการทำทานมี 3 ประเภท คือ (1) ทาสทาน คือ ทานเยี่ยงทาส คือการให้สิ่งที่ต่ำกว่าสิ่งที่ตนเองใช้ (2) สหายทาน คือ ทานเยี่ยงเพื่อน คือการให้สิ่งที่เสมอกับสิ่งที่ตนใช้ (3) สามีทาน คือ ทานเยี่ยงเจ้านาย คือการให้สิ่งที่สูงกว่าสิ่งที่ตนใช้ สมมติว่าคนที่บริจาคกินมาม่า อาหารที่ถวายพระนั้นเป็นข้าวกับกับข้าวสามอย่าง ภัตตาหารนั้นจัดว่าเป็นอาหารปราณีตสำหรับคนกินมาม่า แต่สำหรับคนมีเงินที่กินดีอยู่ดี ภัตตาหารที่เลี้ยงพระในวัดพระธรรมกายถือเป็นทาสทาน เป็นทานไม่ปราณีต เวลาคนมีความเข้าใจเรื่องบุญ ทุกคนก็อยากทำทานปราณีตครับ อาหารที่วัดก็ไม่ได้ดีเลิศเลอไปทุกวัน บางวันผมเห็นเป็นส้มตำ ผัก น้ำพริก แล้วก็ต้มจืดถ้วยหนึ่ง (มีแค่นั้นจริงๆ) บางอย่างก็เจ้าภาพนำมาถวายเองทั้งหอฉัน อันนี้ก็เป็นสิทธิ์ของผู้ถวาย

ผมเคยได้ยินรองเจ้าอาวาสเคยเล่าว่า สมัยก่อนนั้นมีพระน้อย อยากทำเป็นวัดป่าแล้วก็ฝึกตนให้ยิ่งยวด ไม่ติดในรสอาหาร จึงมีการฉัน #อาหารสำรวม อาหารสำรวมคืออาหารที่เทลงไปหมดเลยครับ ข้าว แกง ขนม ผลไม้ อะไรกินได้เทรวมคนรวมกันหมด แล้วก็ฉันเพื่อยังชีพเพื่อให้เหมาะกับวิถีนักบวช ถามว่าทำแบบนี้จึงเป็นที่ยอมรับว่าสมถะใช่มั้ยครับ? ประชาชนจะมีศรัทธาในพระพุทธศาสนาเพิ่มขึ้น? คำตอบคือเปล่าครับ ผลออกมาตรงกันข้าม ญาติโยมที่ทำอาหารมาถวายพระโวยวายขึ้นมา เพราะเขาทำอาหารอย่างสุดฝีมือเพราะอยากให้พระได้ฉันของดีๆ แต่พระดันเอาอาหารมาคนรวมกันเหมือนอาหารหมู #โยมรับไม่ได้! เพราะทำให้ความทุ่มเทของโยมเสียแรงเปล่า ทำให้เสื่อมศรัทธา

นี่หล่ะครับปัญหาโลกแตก สมถะก็มีคนด่า ฉันธรรมดาก็ไม่พอใจ ฉันปราณีตก็หาว่าใช้เงินฟุ่มเฟือย ฮ่าๆ

วันพฤหัสบดีที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2559

กระทู้ดัง Pantip "อยากรู้ไหมว่า เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ฉันอาหารอะไร"


ตอนนี้เรามาคุยกันเรื่องกระทู้บ้างดีกว่า มีกระทู้สำหรับคนที่พึ่งค้นพบความจริงบางอย่าง แล้วจึงมาโพสแชร์ให้สังคมได้รับรู้ในหัวข้อที่ว่า "อยากรู้ไหมว่า เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ฉันอาหารอะไร" คือเขาคนนี้ไปได้ข้อมูลมาโดยบังเอิญแล้วนำความจริงมาอ้างแล้วแสดงทัศนคติของตน แต่ตอนท้ายก็ยังป้องกันการโดนด่าด้วยธรรมะบทหนึ่งซึ่งถือว่าได้ผล

ประเด็นมีนิดเดียวครับ คือ #เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายฉันข้าวต้มกับผักเป็นปกติ จากนั้นคอมเม้นก็เริ่มตามมา ซึ่งผมเองก็มีทัศนะจะเสริมในคอมเม้นเหล่านั้นบ้าง

ความเห็นที่ 1 : "ก็แอบอึ้งนะคะ เหมือน จขกท ว่า เอ้ะ เค้าไม่ทานหูฉลามหรือ (อย่างที่ จขกท ว่า) แต่เราก็สะดุ้ง ว่าเอะ .. มันก็เรื่องปกตินี่หว่า ถ้าเป็นพระจริงก็ต้องฉันอะไรก็ได้สิ มีน้อยฉันน้อย ห้ามเลือกจำนงจะฉันอะไร"
ทัศนะของผม : เลือกได้ครับ ถ้าอะไรเป็นของแสลงที่ทำให้โรคกำเริบ พระพุทธเจ้าทรงอนุญาติให้ไม่รับได้ครับ

ความเห็นที่ 5 : "ที่ว่าพระพุทธเจ้าบอกว่าบวชก่อนคือผูคือ ที่ไม่เข้าใจ เรื่อง วัดนี้มีอยู่เรื่องเดียว "เงิน จะ เยอะ ไปไหน "้ที่สมควรได้ของดีก่อน ถ้าผมตีความหมายถึง อาจจะได้รับรู้พระธรรมที่ถือเป็นของดีมากกว่าหรือเยอะกว่าผู้ที่ยังไม่ได้บวช ได้เห็นธรรมก่อน มากกว่ามั้งครับ คงไม่ใช่เรื่องอาหารการกิน"
ทัศนะของผม : อันนี้เป็นเรื่องของบุญส่วนบุคคลครับ ใครทำทานปราณีตไว้ก็จะได้รับผลตามนั้น อย่างเช่นในสมัยพุทธกาล มีพระอรหันต์รูปหนึ่งชื่อว่าโลสกติสสะเถระ ท่านอดอยากตลอดชีพ แม้จะเป็นพระอรหันต์แล้วแต่ก็ไม่เคยได้ฉ้นอิ่มท้องเลยแม้แต่มื้อเดียว ได้อิ่มครั้งแรกก่อนจะปรินิพพานด้วยบุญและความเมตตาของพระสารีบุตร ฉะนั้น เรื่องดีหรือไม่ดี เป็นเรื่องของบุญส่วนบุคคลครับ

ความเห็นที่ 24 : "คือ ที่ไม่เข้าใจ เรื่อง วัดนี้มีอยู่เรื่องเดียว #เงิน จะ เยอะ ไปไหน"
ทัศนะของผม : อะไรเป็นตัวชี้วัดว่าเงินเยอะหรือน้อยครับ? รายรับ หรือ รายจ่าย? พูดถึงคนในวัดนะครับ วัดนี้มีพระเณรประมาณ 3000 มีอุบาสิกอุบาสิกาประมาณ 1000 รวมแล้วประมาณ 4000 ถ้าเราตีไปว่าค่าอาหารวันละ 100 บาท (ซึ่งผมคิดว่าคุณอาจจะกินมากกว่านี้) วันหนึ่งก็ต้องใช้เงิน 400,000 บาท อ่านออกไหมครับ สี่...แสน...บาท เดือนหนึ่งเท่าไหร่ครับ 12,000,000 บาท อ่านว่า สิบสอง...ล้าน...บาท ผมไม่เข้าใจอยู่เหมือนกันว่า #รายจ่าย จะ เยอะ ไปไหน ป.ล. จำนวนพระเณรมีขึ้นมีลง ในช่วงเขาพรรษาจะเยอะสุด แต่ผมก็รวมไว้ละ ประมาณๆ ใครอยากเป็นเจ้าอาวาสวัดนี้บ้างครับ? รองเจ้าอาวาสยังปริปากว่าไม่รับ!

ความเห็นที่ 33 : "แล้วที่ไม่เข้าใจ คือ วัดนี้ นับถือ ใคร มากกว่ากัน ระหว่าง พุทธองค์ สัมมาสัมพุทธเจ้า สมณโคดม กับ (ผมไม่รู้ว่าชืออะไร เห็นแต่คนในนี้เรียก ธัมมี่ ใช่ ธรรมไชโย หรือเปล่าครับ)"
ทัศนะของผม : ถ้าเข้าไปดูคลิปพิธีกรรมของวัดก็จะทราบครับ ทุกกิจจกรรมมีพระพุทธรูปอยู่ ก่อนเริ่มและหลังจากทำกิจจกรรมก็มีการบูชาพระรัตนตรัย ถ้านับถือเจ้าอาวาสมากกว่า สิ่งเหล่านี้ผมว่าไม่จำเป็นต้องมี

ความเห็นในกระทู้มี 63 ข้อความครับ แต่หลังๆ เริ่มออกนอกประเด็น ไม่เกี่ยวกับกระทู้ตั้ง ผมเองก็ไม่ได้ตอบทุกข้อเพราะบางข้อเหมือนจะไม่ต้องการคำตอบ (ฮ่าๆๆ) อันนี้ผมไตร่ตรองดูแล้วก้แสดงทัศนะ ซึ่งไม่ได้หมายถึงผมรู้ทุกเรื่อง แต่บางเรื่องที่ไม่ค่อยเข้าใจ ไม่เคยไปพิสูจน์ ผมก็จะนิ่ง ไม่ได้ใช้ความคิดตัวเองไปตัดสินแล้วด่าใคร ไม่ว่าใครจะเข้าใจผิดหรือเข้าใจถูก ผมว่าทุกคนน่าจะผ่านการศึกษาภาคบังคับมาแล้ว ได้เรียนรู้จริยธรรมและมารยาทมาบ้าง ผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้ควรมีอยู่ในตัวอักษรที่พิมพ์ออกมา ถ้าเป็นเช่นนี้ประเทศไทยก็จะน่าอยู่ขึ้นครับ #ไม่ได้ปิดกั้นทางความคิด แต่ควรจะเม้นอย่างมีสติและมารยาทครับ เอ๊ะ..มาลงเรื่องนี้ได้ยังไง สงสัยเพราะย่างเข้าไปในดินแดนสนทยา ฮ่าๆๆ