วันพฤหัสบดีที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2559

เทคโนโลยีกับจิตใจต้องไปคู่กัน


ในสังคมยุคข้อมูลจ่าวสารเช่นนี้ เทคโนโลยีก้าวไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง ทั้งอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และนวัฒกรรมการสื่อสารอย่าง Social Network ในส่วนของมืถือสมาร์ทโฟนก็พัฒนาจอสัมผัสจนเป็นเทคโนโลยีขั้นพื้นฐานไปเสียแล้ว แต่บางทีจอมันก็เล็กเกินไปนิดจนผู้ผลิตต้องขยายหน้าจอเพื่อความต้องการของผู้บริโภค แต่สิ่งที่แปลกอย่างหนึ่งก็คือ

"หน้าจอใหญ่ขึ้น แต่ใจคนกลับแคบลง"

ในกระแสข่าวช่วงนี้เห็น ดร.มโน ออกมาเคลื่อนไหว เห็นออกมาทีไรก็รังแต่จะรังควานวัดพระธรรมกายอยู่รำ่ไป ผมว่าคนที่เป็นเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยก็ควรมีอะไรดีๆ ให้เด็กได้เคารพบ้าง หรือแม้แต่เป็นปุถุชนทั่วไป คุณก็ควรเป็นผู้ใหญ่ที่เป็นตัวอย่างให้กับเด็ก มีจิตใจพอที่จะให้อภัย มองให้กว้างว่าผลที่กระทบกับตนเองอาจมีจุเริ่มต้นจากตนเองก็ได้ นึกถึงกฏของฟิสิกส์ก็ได้ครับ Action = Reaction

ผมไม่รู้หรอกว่าเขาอะไรขึ้นระหว่าง ดร.มโน กับพระพระธรรมกาย ผมไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ แต่ที่ผมรู้ก็คือทางวัดส่ง ดร.มโน ไปเรียนต่างประเทศ แต่นึกยังไงก็ไม่รู้ ไปช่วยคดีฆาตกรรมของเด็กคนหนึ่งที่ตกเป็นผู้ต้องหาฆาตกรรมหมู่ แล้วก็เรี่ยรายเงินไปจ่ายค่าทนาย ผมว่าวัดพระธรรมกายไม่ได้ผิดอะไรที่จะไม่ช่วยในเรื่องนี้ เพราะมันไม่ใช่กิจของสงฆ์ แล้วก็ไม่น่าจะใช่กิจของ ดร.มโน ซึ่งเป็นพระในขณะนั้นด้วย แล้วคดีก็แพ้เพราะไม่มีเงินสู้คดี นี่หรือเปล่าที่เป็นชนวนแห่ง #ความแค้น ไฟที่ลุกโชนนี้ทำให้วัดพระธรรมกายไม่ต้อนรับ ไปอยู่วัดไหนก็อยู่ได้ไม่นาน สุดท้ายก็สึกมาลงเล่นการเมือง แต่ก็สอบตกอย่างไม่น่าเสียดาย ผมว่าคนเราเมื่อมีความสามารถ ควรจะใช้ความสามารถในการสร้างสรรค์ผลงานดีๆ ให้กับโลกจะดีกว่า เพราะถ้าคุณต้องการยอมรับจากใคร คุณก็ต้องทำประโยชน์ให้เกิดขึ้นกับคนกลุ่มนั้น คำถามก็คือ #การโจมตีวัดพระธรรมกาย ทำเพื่อเหตุผลส่วนตัว หรือทำเพื่อให้คนกลุ่มใดยอมรับ?

ในสมัยพุทธกาล พระเทวทัตก็จองล้างจองผลาญพระพุทธเจ้า แต่พระองค์ก็ทรงเมตตา ไม่เอาความ แต่ถึงกระนั้นพุทธศาสนิกชนก็จงเกลียดจงชังพระเทวทัตที่กระทำเช่นนั้น จุดเริ่มต้นการจองเวรของคู่นี้เกิดในสมัยที่ทั้งสองเป็นพ่อค้า มีบ้านหนึ่งเป็นเศรษฐีตกอับ ไม่มีอันจะกิน วันหนึ่งพระเทวัตซึ่งเป็นพ่อค้าในชาตินั้นผ่านไปก็ถามหาว่ามีอะไรมาขายบ้าง เด็กหนุ่มก็เอาถาดดำๆ ประจำตระกูลมาให้ตีราคา พ่อค้านั้นเอาเข็มขีดดูก็รู้ว่าถาดนี้เป็นถาดทองคำมีค่ามาก แต่ก็ไม่บอกึวามจริง เขากลับเสนอให้เลือกสินค้าในเกวียนเพียงไม่กี่ชิ้นเพื่อแลกกับถาดในนั้น เด็กหนุ่มยังไม่ตัดสินใจ พ่อค้าจึงจะมาอีกในวันรุ่งขึ้น

พอวันรุ่งขึ้นมีพ่อค้าอีกคนหนึ่งมา พ่อค้าคนนี้เป็นอดีตชาติของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มาถึงก็ทำเช่นเดียวกันกับพ่อค้าเทวทัต เมื่อเห็นถาดทองคำ พ่อค้าพระโพธิสัตว์ก็ตกใจ บอกว่าถาดนี้เป็นถาดทองคำที่มีค่ามาก แม้จะแลกกับสิ้นค้าทั้งเกวียนก็ยังไม่อาจเทียบได้ แต่เด็กหนุ่มก็พอใจที่จะรับสินค้าทั้งเกวียนมากกว่าจะรับสินค้าไม่กี่ชิ้นจากพ่อค้าคดโกง พ่อค้าซื่อสัตย์ได้ถาดทองคำไปไม่นาน พ่อค้าคดโกงก็ตามมาทวง แต่เมื่อทราบว่าถาดทองคำได้ไปกับพ่อค้าอีกคนหนึ่งก็ไล่ตามไป เมื่อเห็นพ่อค้าผู้ซื่อสัตย์ออกเรือไปต่อหน้าต่อตาก็เกิดความโกรธแค้นที่มาตัดหน้าเอาถาดทองคำไป จึงกำทรายที่ชายหาดแล้วอธิษฐานจะจองล้างจองผลาญไปทุกชาติ

พ่อค้าผู้ซื่อสัตย์ซึ่งเสนอประโยชน์อันสูงสุดให้ตระกูลเศรษฐีตกยากผิดไหมครับ? ทำไมพ่อค้าผู้คดโกงจะต้องโกรธด้วย? ถ้าจะใช้เหตุผลว่าตนมาก่อนตามแบบฉบับ #ถิ่นกาขาว มันก็ไม่ Fair นะครับ

"เรามาขยายใจให้ใหญ่ตามจอสัมผัสกันเถอะครับ อย่าให้อะไรมาทำให้ความเป็นมนุษย์ของเราลดลง รู้จักจบเหมือนฟุตบอล จบแบบ Fair Play"

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น