วันศุกร์ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2559
ปัญหาโลกแตก! อาหารหรูวัดพระธรรมกาย
ก่อนอื่นต้องขอบอกไว้ก่อนนะครับ ว่ารูปนี้ก้อปมาจากเน็ต แหม่ดูอลังการ แต่วัดพระธรรมกายไม่เคยมีแบบนี้หรอกครับ ส่วนบทความนี้ว่ากันตามหัวข้อ เป็นควันหลงจากบาทความเดิมจากระทู้ดัง #อยากรู้ไหม เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ฉันอะไร
ประเด็นมีอยู่ว่ามีบางส่วนมองว่าวัดพระธรรมกายฉันหรูไป ฟุ่มเฟือย อะไรทำนองนี้ ประการแรกคือวัดพระธรรมกายบิณฑบาตทุกรูปไม่ได้ ข้อนี้ทุกคนเข้าใจดี จึงต้องมีโรงครัว แต่ก็มีคนไม่เข้าใจว่าทำไมอาหารมันต้องดีนัก? เอาเงินชาวบ้านมาเสพสุขรึไง? สนองกิเลสรึไง?
ผมขอย้อนถามครับว่า #เงินที่เอามาใช้จ่ายเป็นค่าอาหารนั้นเป็นเงินของใคร? แน่นอนครับเป็นเงินของผู้มีจิตศรัทธา แต่ถามว่าจากนั้นวัดจะจัดเมนูอะไรก็ได้ใช่ไหมครับ? คำตอบก็คือ...ไม่เชิง ลองนึกถึงสโมสรฟุตบอลนะครับ ผมถามว่าบอร์ดผู้ถือหุ้นกับผู้จัดการทีม ใครใหญ่กว่ากัน แน่นอนว่าบอร์ดครับ ถึงแม้ผู้จัดการทีมสามารถบริหารทีมได้ทุกอย่าง แต่ถ้าทำผิดนโยบายของบอร์ด ผู้จัดการก็โดนไล่ออกได้ครับ เพราะผู้ถือหุ้นคือเลือดเนื้อของสโมสร ถ้าไม่มีเงินทุน การทำงานก็ลำบาก ตัวอย่างอาจจะไปไกลสักหน่อย แต่ก็อยากพอให้เห็นภาพกว้างๆ ครับ
ในวัดก็เช่นเดียวกัน ผู้ที่ทำบุญภัตตาหารมาก็มีบางส่วนทำแบบประปราย บางคนก็ทำเป็นก้อนใหญ่ๆ ประมาณว่าทำทีเดียวจบ ปีนี้ไม่ทำแล้ว หรือทำทีเดียวจบสิบปีนี้ไม่ทำแล้ว แบบนี้เป็นต้น แล้วเวลาเมนูออกมามันเป็นแบบสมถะตามที่คนที่ไม่ได้ร่วมบุญทั้งหลายต้องการกันนักหนาออกมา สิ่งที่เกิดขึ้นคืออะไรครับ? คนที่ทำบุญก็โวยวายสิครับ #พวกเขาบริจาคเงินทำบุญมาเพื่อให้พระได้ฉันดีๆ เมนูแบบนี้ไม่เอา คำถามคือ #วัดควรจัดเมนูตามผู้บริจาคหรือจัดเมนูตามผู้วิภาคย์วิจารย์?
คำตอบก็คือต้องจัดเมนูตามผู้บริจาคใช่ไหมครับ สิ่งที่ต้องทำความเข้าใมีอยู่ว่าการทำทานมี 3 ประเภท คือ (1) ทาสทาน คือ ทานเยี่ยงทาส คือการให้สิ่งที่ต่ำกว่าสิ่งที่ตนเองใช้ (2) สหายทาน คือ ทานเยี่ยงเพื่อน คือการให้สิ่งที่เสมอกับสิ่งที่ตนใช้ (3) สามีทาน คือ ทานเยี่ยงเจ้านาย คือการให้สิ่งที่สูงกว่าสิ่งที่ตนใช้ สมมติว่าคนที่บริจาคกินมาม่า อาหารที่ถวายพระนั้นเป็นข้าวกับกับข้าวสามอย่าง ภัตตาหารนั้นจัดว่าเป็นอาหารปราณีตสำหรับคนกินมาม่า แต่สำหรับคนมีเงินที่กินดีอยู่ดี ภัตตาหารที่เลี้ยงพระในวัดพระธรรมกายถือเป็นทาสทาน เป็นทานไม่ปราณีต เวลาคนมีความเข้าใจเรื่องบุญ ทุกคนก็อยากทำทานปราณีตครับ อาหารที่วัดก็ไม่ได้ดีเลิศเลอไปทุกวัน บางวันผมเห็นเป็นส้มตำ ผัก น้ำพริก แล้วก็ต้มจืดถ้วยหนึ่ง (มีแค่นั้นจริงๆ) บางอย่างก็เจ้าภาพนำมาถวายเองทั้งหอฉัน อันนี้ก็เป็นสิทธิ์ของผู้ถวาย
ผมเคยได้ยินรองเจ้าอาวาสเคยเล่าว่า สมัยก่อนนั้นมีพระน้อย อยากทำเป็นวัดป่าแล้วก็ฝึกตนให้ยิ่งยวด ไม่ติดในรสอาหาร จึงมีการฉัน #อาหารสำรวม อาหารสำรวมคืออาหารที่เทลงไปหมดเลยครับ ข้าว แกง ขนม ผลไม้ อะไรกินได้เทรวมคนรวมกันหมด แล้วก็ฉันเพื่อยังชีพเพื่อให้เหมาะกับวิถีนักบวช ถามว่าทำแบบนี้จึงเป็นที่ยอมรับว่าสมถะใช่มั้ยครับ? ประชาชนจะมีศรัทธาในพระพุทธศาสนาเพิ่มขึ้น? คำตอบคือเปล่าครับ ผลออกมาตรงกันข้าม ญาติโยมที่ทำอาหารมาถวายพระโวยวายขึ้นมา เพราะเขาทำอาหารอย่างสุดฝีมือเพราะอยากให้พระได้ฉันของดีๆ แต่พระดันเอาอาหารมาคนรวมกันเหมือนอาหารหมู #โยมรับไม่ได้! เพราะทำให้ความทุ่มเทของโยมเสียแรงเปล่า ทำให้เสื่อมศรัทธา
นี่หล่ะครับปัญหาโลกแตก สมถะก็มีคนด่า ฉันธรรมดาก็ไม่พอใจ ฉันปราณีตก็หาว่าใช้เงินฟุ่มเฟือย ฮ่าๆ
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น